[EM] Fiction : Cage (1)

posted on 23 Aug 2012 03:53 by razio in em
 
อยู่ๆ ก็ฮึดอยากแต่งอะไรทำนองนี้ขึ้นมา คิดประวัติโฟลไว้มากมาย ไม่ได้ใช้ซะที จะลืมหมดละ lol
อันที่จริงอยากแต่งฟิคประวัติโฟล แต่รู้สึกเหงาๆ อยากเล่นกะคนอื่นด้วย
เลยเป็นฟิคที่เป็นไทม์ไลน์ปัจจุบัน(มั้ง) แต่แทรกๆ เรื่องในอดีตไว้ละนิดละหน่อยแล้วกันเนอะ
 
ขอขอบคุณผปค.ทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ที่ให้เรายืมลูกท่านมายำ กร้ากก
ผิดคาแรคเตอร์อะไรยังไงต้องขอโทษด้วยนะคะ T v T //
 
โซนโฆษณาแอบแฝง ทวิตน้องๆหนูๆ ดารารับเชิญภายในเรื่องที่ยืมลูกเขามา
โทดะ @EM_TodaBuggy
มิทช์ @EM_Mitchkung
โคล @EMColbert
ฟาเบล @Fabell_EM
แรค @EM_Ragnarok
 
ใครยังไม่โผล่ตอนนี้เดี๋ยวตอนต่อๆไปก็โผล่เอง //โดนตื้บ
 
Note :
 * ฟิคนี้ไม่วาย แต่จิ้นได้ตามสะดวก
 * ฟิคนี้ดราม่า (มั้งนะ) ยังกะหนังคนละม้วนกับTLในทวิตภพ...
 * เนื้อเรื่องในนี้ไม่เกี่ยวกับโรลเพลย์ในทวิตเน้อ ดังนั้นถ้าโทดะจะไล่ยิงโฟลก็ไม่ได้แปลกอะไร #ผิด
 * ตั้งกะโรลกันมาไม่เคยเจาะจงโลเกชั่น เราจึงซุยว่าที่แล้วมาอยู่ซานฟราน(usa) ละกันนะ <3
 
 
 
- Part 1 -
 
ผมนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาในบาร์แห่งหนึ่ง แก้วเบียร์ฮูการ์เด็นทรงหกเหลี่ยมตั้งอยู่ตรงหน้า ห้วงความคิดของผมเลื่อนลอย แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกลนัก คล้ายกับคราบฟองบนเบียร์สีเหลืองขุ่นแก้วนี้
 
"รอนานไหม?"
 
เหมือนมีคนเอาเข็มมาจิ้มลูกโป่งแตกโผละ จิตสำนึกกลับเข้าร่าง โทดะ ริวซากุ เอ่ยทักทายผมด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเช่นเคย เขาถอดเสื้อโค้ทแล้วนั่งที่โซฟาตรงข้าม
 
"เพิ่งมาถึงได้สักพักเหมือนกันครับ"
"พอดีว่าฝนตกน่ะ ก็เลยมาช้าไปหน่อย โทษทีนะ"
 
ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาเปียกนิดหน่อย บริกรหน้าตาจืดๆ ผมทรงแอฟโฟร่แต่งตัวมอซอ (คนเดิมๆ ที่เจอทุกครั้งที่มาร้านนี้) เดินเข้ามาเพื่อรับออเดอร์ ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งเส้นผมสีดำหยิกหยอยก็ชวนให้นึกถึงขนลับในกางเกงเสียทุกที
 
"ไม่ต้องขอโทษหรอกครับโทจัง ว่าแต่คุณจะดื่มอะไร?"
"แบบนายนั่นแหละ"
 
บริกรหัวอัฟโฟร่เอาเบียร์มาเสิร์ฟเพิ่ม ผมกับโทดะคุยกันสัพเพเหระ ทุกอย่างราบเรียบไหลลื่น แต่ก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอันใด
 
โทดะเป็นตำรวจสากล แม้แต่หมาก็ยังรู้ว่าลูกน้องมาเฟียต๊อกต๋อยอย่างผมไม่สมควรไปรู้จักมักจี่อะไรกับพวกตำรวจเด็ดขาด นี่ยังไม่ได้พูดถึงกรณีที่บอสของผมรู้เรื่องนี้นะ
 
การที่มีเพื่อนเป็นตำรวจก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการเอาปากกระบอกปืนยัดปากตัวเองไว้สักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องราวของผมมากน้อยแค่ไหน แม้จะรู้ว่ามันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง แต่ผมก็ดำเนินชีวิตแบบนี้มาพักใหญ่แล้ว
 
"แล้วช่วงนี้เป็นไงบ้าง? ไม่ได้เจอกันร่วมเดือน งานการเรียบร้อยดีนะ"
"ดีกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อยครับ อย่างน้อยก็หมุนเงินทันล่ะนะ"
 
ผมบอกเขาว่าผมทำอาชีพเป็นเซลล์ขายตรง (ซึ่งก็ทำอยู่จริงๆ นั่นแหละ) พักหลังงานจากทางอิตาลี่โหมหนัก จำเป็นต้องหายหน้าไปจากแถบนี้พักใหญ่ และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ผมก็ต้องกลับไปทำงานอีกครั้ง ดังนั้นในช่วงเวลานี้ผมจึงโยนภาระหนักอึ้งกองไว้ที่หน้าร้าน จิบเบียร์คุยกับมิตรสหายอย่างที่คนทั่วไปเขาทำกัน
 
"อืม อย่าทำอะไรเกินตัวนักล่ะ"
"ขอบคุณครับโทจัง"
 
เราดื่มกันอีกหลายแก้วก่อนที่โทดะจะขอตัวกลับไป ผมกลับมานั่งขดตัวอยู่ในโซฟาอีกรอบ แอลกอฮอล์ทำให้ผมไม่ได้รู้สึกหนาวไปกับสภาพอากาศยามฝนพรำสักเท่าใด แต่เป็นความเย็นเยียบจากภายในใจเสียมากกว่าที่ทำให้รู้สึกสะท้านเช่นนี้ ผมมักจะเป็นแบบนี้เสมอก่อนที่จะต้องออกไปทำงาน
 
ในที่สุดเวลาของความเป็นจริงก็มาถึง โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นครืด หน้าจอปรากฏว่าเป็นสายเรียกเข้าจาก 'M'
 
"ครับ"
"อีกสิบนาทีจะไปรับนะฮะ นายอยู่ที่เดิมใช่ไหม?"
"ช่าย มาเร็วๆ นะผมคิดถึง"
 
ผมเรียกบริกรมาเก็บเงิน ทิปเจ้าหัวแอฟโฟร่ไปนิดหน่อย นั่งมองเข็มนาฬิกาข้อมือที่ขยับไปเรื่อยๆ อย่างแข็งขันและเที่ยงตรง ผมเอาบุหรี่เสียบมุมปากแล้วจุดไฟ อัดควันเฮือกใหญ่เข้าปอด สิบนาทีไม่ขาดไม่เกินว็อกซ์ฮอลล์ วีเอ็กซ์อาร์แปดสีเงินก็มาจอดที่ริมถนนหน้าร้าน
 
"มาเมาก่อนไปขึ้นเครื่องนี่มันจะดีเหรอฮะโฟล?"
"โถ่ มิจจี้ เธอก็รู้ว่านั่งเครื่องบินเป็นชาติแบบนั้นมันน่าเบื่อขนาดไหน ไว้คราวหน้าจะไม่ดื่มแล้วกัน"
"ช่างเถอะฮะ ยังไงนายก็อยู่ที่นี่ทุกทีเวลาก่อนจะไปทำงาน"
"นั่นสิเนอะ"
 
ผมเปิดประตูก้าวขึ้นรถ เบาะหลังมีกระเป๋าสัมภาระกับซองเอกสารวางอยู่ ผมหยิบซองนั้นมาเปิดดูลวกๆ ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องสมเป็นมิทช์ ผมมองป้ายไฟสีชมพูซีดเซียวของร้านด็อกกี้ บาร์อย่างทอดอาลัย รู้สึกเหมือนทิ้งวิญญาณไว้ในนั้นอย่างไรชอบกล แม้ว่าจะเป็นบาร์ห่วยๆ ที่มีแค่ผมคนเดียวในโลกเป็นลูกค้าประจำก็เถอะ ผมผูกพันกับด็อกกี้ บาร์อย่างแน่นแฟ้นโดยไม่มีเหตุผล ถ้าโลกจะแตกจริงๆ ผมวางแผนไว้ว่าจะมานั่งดื่มเบียร์รอจุดจบในร้านนี้, ถ้ามันเปิดนะ
 
มิทช์เป็นเพื่อนอีกคนของผมแล้วก็เป็นคนในแฟมิลี่ด้วย ที่สำคัญคือเขาเองก็รู้จักกับโทดะเหมือนกัน นั่นเป็นเรื่องดีไม่กี่เรื่องในชีวิตระยะนี้ (อย่างน้อยก็ยืนอยู่ในดงระเบิดเวลาพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ช่างอบอุ่นหัวใจอะไรเช่นนี้) ทางอิตาลี่ส่งเขามาประจำการแถวนี้ ผมเหมือนพนักงานพาร์ทไทม์ ได้งานมาเป็นครั้งคราวไม่ได้มีหน้าที่อะไรเป็นเรื่องเป็นราวนัก ในฐานะเพื่อนร่วมงานผมจะได้รับมอบหมายงานจากต้นสังกัดผ่านทางมิทช์ เขาจะคอยตระเตรียมการและเป็นธุระให้ ถึงจะอายุน้อยกว่าแต่ก็เป็นเพื่อนร่วมงานชั้นเยี่ยม
 
มิทช์มาส่งผมที่สนามบิน เราโบกมือลากันประหนึ่งว่าผมเป็นพี่ชายที่กำลังจะไปเรียนต่อประเทศอื่นสักแปดปี ทุกอย่างเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ผมแวะซื้อร้านหนังสือในสนามบิน หลับหูหลับตาหยิบหนังสือมาสองเล่มไว้อ่านบนเครื่องบิน การนั่งตูดระบมเกือบยี่สิบชั่วโมงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อโดยเฉพาะเที่ยวบินชั้นประหยัด ผมต่อสายโทรศัพท์หาพี่ชายก่อนจะขึ้นเครื่อง
 
"ฉันจะไปตะลอนสักพัก ฝากดูลุยจิด้วย"
"นายไม่ควรรับงานนี้นะโฟล"
 
เสียงโทนต่ำของเฟย์ทำให้นึกถึงสมัยเด็กขึ้นมา เขามักจะใช้เสียงแบบนี้เวลาอบรมผม หรือพูดอะไรที่มันดูจริงจังผิดกับนิสัยบ้าบอของเขา
 
"งานพรรค์นี้มันเลือกทำได้ที่ไหนล่ะวะ แล้วแกรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?"
"พี่ไม่เคยเตือนอะไรไร้สาระ นายก็รู้"
"ที่ฉันรู้คือแกไร้สาระอยู่ตลอดเวลาต่างหาก แค่นี้นะ เอาบิลค่าไฟไปจ่ายด้วย"
"เดินทางปลอดภัยนะ"
 
ความไม่สบอารมณ์เดือดปุดขึ้นมาในใจทุกคราที่ต้องมาคุยกับไอ้หมอนี่ ผมตัดสายทิ้งโดยไม่ได้พูดอะไรต่อก่อนจะส่งข้อความหาลุยจิ หวังว่าเขาคงจะไม่โกรธที่ผมเดินทางโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าอีกแล้ว แต่เรื่องทุกอย่างในซานฟรานซิสโกก็จำเป็นต้องทิ้งไว้ที่ซานฟรานซิสโกเสียก่อน
 
เพราะจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือประเทศไทย
 
+ + + +
 
หลังจากนั่งมาราธอนร่วมสิบแปดชั่วโมงต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่โตเกียว ผมยืนสูบบุหรี่มวนแรกในรอบยี่สิบชั่วโมง (ขอบคุณมิทช์อย่างสุดซึ้งที่ใส่แผ่นแปะนิโคตินมาให้ผมด้วย) ปรับนาฬิกาให้ตรงกับเวลาท้องถิ่นในโตเกียวป้องกันการตกเครื่อง ปฏิญาณตนแน่วแน่ว่าสองชั่วโมงที่ต้องรอขึ้นเครื่องนี้จะไม่ยอมนั่งแม้แต่วินาทีเดียว โชคดีที่สนามบินนาริตะมีอะไรน่าสนใจเยอะแยะ
 
อดนึกแปลกใจกับความหละหลวมของสหรัฐฯ และอิทธิพลของแฟมิลี่ขึ้นมาไม่ได้ ทุกครั้งที่เดินทางผมจะได้วีซ่า บัตรประชาชน และอีกมากมายในชื่อใหม่อยู่เสมอซึ่งมิทช์จะเป็นคนคิดให้ รอบนี้ผมชื่อเอ็ดดี้ วอลเกอร์
 
ผมลุ้นหัวใจแทบวายทุกทีเวลาเปิดดูชื่อที่มิทช์เลือกให้ มีครั้งหนึ่ง, เลวร้ายที่สุด ผมต้องใช้ชื่อโรเจอร์ เฟเดอเรอร์อยู่ เกือบเดือนในฮาวาย ผลคือตกเป็นบุคคลต้องสงสัยทันทีที่ถูกตำรวจท่องเที่ยวถามชื่อ มันไม่ง่ายนะที่ต้องใช้ชื่อเดียวกับนักเทนนิสไปเจรจาเรื่องการฟอกเงินกับผู้มีอิทธิพลในฮาวาย
 
สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วไร้ความปรานี ผมต้องกลับไปเผชิญกับทัณฑ์ทรมาณบนเก้าอี้โดยสารอีกประมาณหกชั่วโมง ผมเริ่มมีความคิดแปลกๆ ทำนองว่าเครื่องบินข้ามเข้ามาอีกมิติที่ไร้กาลเวลาแล้วต้องนั่งอยู่อย่างนี้ไปตลอดชาติ
 
แต่เนื่องจากฟิคเรื่องนี้ไม่ใช่แนวแฟนตาซี ผมจึงมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยปลอดภัย รอกระเป๋าจากสายพาน จากนั้นก็สลับใช้ซิมการ์ดที่มิทช์เตรียมไว้ให้สำหรับใช้ในไทย กดโทรออกไปยังเบอร์ตามขั้นตอนที่มิทช์บอกทุกประการ ทุกอย่างต้องใช้การจดจำทั้งหมด ระหว่างทางมายังสนามบินซานฟรานซิสโกผมบันทึกเนื้อหาในเอกสารซองนั้นทั้งหมดไว้ในหัว เผากระดาษทิ้ง การทิ้งร่องรอยไว้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเรา
 
ปลายสายกดรับในแทบจะทันที เสียงแหบๆ ในโทรศัพท์บอกจุดนัดพบ ผมพาดกระเป๋าขึ้นบ่าเดินอย่างอ่อนล้าแหวกว่ายเข้าไปในฝูงชนภายในสนามบิน ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงเศษตามเวลาในไทย คนเยอะเป็นหนอน ผมรู้สึกอยากก่อวินาศกรรมขึ้นมานิดๆ
 
เนื่องจากที่นี่เวลานำหน้าซานฟรานซิสโกไปถึงสิบสี่ชั่วโมง เวลาจึงหายไปอย่างว่างเปล่า กลับกัน, หากผมบินกลับไปที่นู่น ก็จะได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีกเกือบหนึ่งวัน แต่เราก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าผมนั่งเครื่องบินย้อนกลับไปในอดีต ทำไมเวลาทั่วโลกจึงไม่เท่ากันหนอ ทั้งๆ ที่ทั่วทั้งโลกก็คือปัจจุบันเหมือน กันหมด คำถามนี้หากไปค้นหาดูในอินเตอร์เน็ตก็คงจะได้คำตอบในแทบจะทันที แต่ผมก็ปล่อยตัวเองให้สงสัยเช่นนี้ต่อไป ความเหลื่อมล้ำของการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของเวลาคือเสน่ห์ของมัน มนุษย์คิดค้นเวลาเพื่อให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น แต่กลับกลายเป็นทาสของสิ่งที่อุปโลกน์กันขึ้นมาเอง เหมือนกับที่ตกเป็นทาสของเงินที่เป็นเพียงแค่แผ่นกระดาษ
 
คิดไปเดินไปผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าโตโยต้าแคมรี่สีดำคันหนึ่ง ผมเปิดประตูเบาะหลังเหวี่ยงกระเป๋าเข้าไปก่อนจะพุ่งตัวลงไปนอนคว่ำหน้ากับเบาะ
 
"สวัสดี, มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"
 
ชาชราเจ้าของเสียงแหบๆ ในโทรศัพท์เมื่อครู่ถามเป็นภาษาอิตาลี่ ชายคนนี้เป็นฝ่ายสนับสนุนที่อาศัยอยู่ในไทยมาตั้งแต่สมัยผมยังไม่เกิด (มิทช์บอกมาอีกที) จากตรงนี้ผมต้องอยู่บนรถอีกสองสามชั่วโมงเพื่อไปพัทยา คำนวณจากสภาพการจราจรนรกแตกแล้วน่ะนะ
 
"เปล่าครับ ก้นผมมันเหนื่อยล้าจากการนั่งน่ะ"
 
เราแทบไม่ปริปากพูดอะไรกันตลอดระยะทาง นอกจากผมขอเปิดหน้าต่างสูบบุหรี่เป็นบางคราว อาการง่วงคุกคามอย่างรุนแรงทุกครั้งที่กระพริบตา แรงดึงดูดของโลกเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทั้งหนังตาและศีรษะคอยแต่จะพับลงมาอยู่เรื่อย หลายสิบชั่วโมงอันทารุณบนท้องฟ้าไม่มีแม้แต่นาทีเดียวที่ผมได้หลับ ไม่รู้ว่าทำไม
 
"คุณจะนอนก็ได้นะ"
"ม่ายล่ะ ผมจะนอนทีเดียวตอนถึงที่พัก ยังมีเวลาอีกเท่าไหร่นะ?"
"สามวันโดยประมาณ ระหว่างนั้นคุณมีสิทธิ์ที่จะไปพักผ่อนได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ชี้แจงไปแล้ว"
"ตามที่ M บอก"
"ใช่ ตามที่ M บอก"
 
ผมไขกระจกลงสูบบุหรี่อีกรอบ ให้อิ่มเอมสมกับที่อดกลั้นมาอย่างยาวนาน วางแผนการใช้เวลาสามวันอยู่ในใจ ไม่สิ, ต้องหักเวลานอนออกไปหนึ่งวันครึ่ง
 
สุดท้ายผมก็หลับในรถจนได้ แม้ว่าจะเป็นการงีบแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ก็ทำให้รู้สึกราวกับได้รับการเปลี่ยน อะไหล่ใหม่ สมองก้อนใหม่ให้ความรู้สึกอันสดชื่น เรามาถึงที่พักประมาณสามทุ่ม พวกเขาจัดเกสต์เฮาส์แถวพัทยากลางให้ เป็นทาวน์เฮาส์ที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยมไม่เลว แต่น่าจะราคาถูกเพราะไม่ได้ใกล้ย่านแสงสีหรือทะเลสักเท่าไหร่
 
"ของสำคัญอยู่ที่โต๊ะรับแขก รีบตรวจสอบให้เร็วที่สุด ถ้าขาดเหลืออะไรโทรมานะครับ"
 
ชายชรากล่าวก่อนจะมุดกับเข้าไปในรถโดยปราศจากการอำลา จะว่าไปแล้วผมยังไม่ได้เห็นหน้าเขาชัดๆ เลยนะ
 
สิ่งจำเป็นได้ถูกตระเตรียมไว้แล้วครบถ้วน เครื่องดื่มและอาหารสำเร็จรูปในตู้เย็นแน่นเอี๊ยด ผมเอาเสื้อผ้ามาแค่ไม่กี่ชุด แว่นตากันแดด ไอพอด กับสมุดบันทึกส่วนตัวหนึ่งเล่ม บนโต๊ะในห้องรับแขกมีซองจดหมายวางอยู่กับซองสีน้ำตาลหนาปึก แต่ผมยังไม่สนใจมันหรอก มีเบียร์สิงห์แบบกระป๋องแช่ไว้อยู่ครึ่งโหล ผมหยิบมาเปิดดื่มก่อนที่สมองจะทันได้คิดเสียอีก
 
"เรียบร้อยดีไหมฮะ"
 
มิทช์โทรมาสำรวจความเรียบร้อย เป็นการยืนยันว่าส่งต่อหน้าที่มายังตาลุงนั่นโดยสมบูรณ์แล้ว
 
"ดีกว่าจ็อบก่อนเยอะครับ หึหึ"
"พักร้อนให้สนุกนะฮะ ผมเจอร้านอาหารเจ๋งๆ เปิดใหม่ ไว้กลับมาแล้วเราไปกันนะ"
"ครับ แล้วเจอกัน"
 
ผมดื่มเบียร์จนหมดแล้วไปอาบน้ำ จากนั้นก็มาแกะซองน้ำตาลที่เหมือนรอคอยให้เขามาเปิดมันหลายร้อยปีแล้ว ข้างในมีเงินสดปึกใหญ่หลายปึก จำนวนมากเสียจนขี้เกียจจะสงสัยว่ามันมีเท่าไหร่ มีกุญแจรถโตโยต้าที่จอดอยู่ในโรงรถ กับปืนกึ่งออโตเมติกกับแมกกาซีนอีกสองอันในซองพลาสติค ผมไม่เคยได้รับคำสั่งให้ฆ่าใคร ปืนนี้ทางนั้นได้ให้ไว้เพื่อป้องกันตัว อาจต้องใช้ฆ่าหากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น รวมไปถึงฆ่าตัวตายด้วย
 
ดูดบุหรี่ไปสองตัวแล้วผมก็ยังนึกไม่ออกว่ามีอะไรที่ขาดในบ้านหลังนี้ ทุกอย่างตระเตรียมไว้อย่างดีแล้ว มีที่เขี่ยบุหรี่อยู่ในทุกห้อง เป็นไปได้อยากจะพาลูกย้ายสำมะโนครัวมาอยู่นี่เลย แต่แย่หน่อยที่เป็นไปไม่ได้ ผมหลับไปทั้งๆ ที่ผมยังไม่แห้งดี เป็นการหลับลึก หลับสนิทที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา
 
+ + + +
 
ราวหกโมงเช้า ผมลืมตาตื่นขึ้นโดยปราศจากอาการสะลึมสะลือสิ้นเชิง ท้องฟ้าภายนอกยังมืดอยู่ มีฝนตกเป็นละออง ผมปล่อยความคิดให้สะเปะสะปะฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยขณะปิ้งขนมปังและชงกาแฟ
 
โทรทัศน์มีระบบสองภาษาแล้ว ประเทศไทยเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่มา ราวเก้าปีได้กระมัง ผมพาแฟนที่กำลังตั้งท้องลุยจิมาเที่ยว แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศไทยเช่นเคย ข้อเท็จจริงที่ว่าที่นี่คือเมืองแห่งโสเภณีไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบทศวรรษ
 
ช่วงสายผมออกไปขับรถเล่นตามที่หมายมั่นเอาไว้ แดดแรงดีเป็นบ้า พัทยาในยามกลางวันดูเหมือนเมืองธรรมดาๆ ที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ ผมสะดวกใจมากกว่าการไปตะลอนอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครหลายเท่า เหมือนเป็นต้นไม้ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในป่า
 
ผมลองโทรไปชวนตาลุงคนนั้นมากินเบียร์เป็นเพื่อน แต่ถูกปฏิเสธกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาแบบหัวหน้ารปภ. ดังนั้นผมจึงใช้เวลาช่วงบ่ายหมดไปกับการอ่านหนังสือคู่มือการจัดสวนที่สุ่มซื้อมามั่วๆ ตั้งแต่ที่สนามบิน (เพิ่งจะได้อ่านนี่แหละ) ส่วนอีกเล่ม, สนทนาภาษาอิตาเลี่ยนเบื้องต้น ฉบับนักท่องเที่ยว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอ่านมันทำบ้าอะไร ผมฆ่าเวลาหมดไปอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ในที่สุดดวงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าเสียที
 
ผมตรวจสอบเส้นทางดูคร่าวๆ ในอินเตอร์เน็ต รีดเสื้อเชิ้ทแขนยาวสีเทาเข็มกับกางเกงสแลคสีครีมสำหรับใส่ไปข้างนอก เนื่องจากสถานที่ที่ต้องไปจำเป็นต้องแต่งตัวให้ดีอยู่สักหน่อย ดังนั้นนอกจากเสื้อผ้าแล้วผมรวบผมมัดเป็นหางม้า ตรวจสอบโดยละเอียดว่าดูเนี้ยบกริบทุกองศา จากนั้นผมก็มาถึงโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในย่านพัทยาใต้ราวหนึ่งทุ่มเศษ...เพื่อจัดการกับธุระส่วนตัวบางอย่าง
 
เลาจน์หรูที่ชั้นใต้ดินของโรงแรมมีบรรยากาศมืดสลัวกับแสงไฟสีฟ้าระเรื่อ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เสียงพูดคุยแว่วมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่ได้เอะอะเซ็งแซ่แต่ประการใด ที่นี่ต่างจากร้านในแถบวอลคกิ้ง สตรีทราวฟ้ากับเหว ซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ผมเลือกนั่งโซฟาด้านในสุด สั่งแจ็ค แดเนี่ยลส์ ออนเดอะร็อก ระหว่างนั้นก็กวาดสายตามองรอบๆ โดยพลาง คนไม่เยอะเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าบางตา ไม่มีโต๊ะไหนที่มามากกว่าสี่คน ผมทอดมองคนในเลาจน์ทีละคนทีละคน จิบแจ็ค แดเนียลส์หอมหวานที่กำลังเย็นได้ที่
 
เธอไม่อยู่ที่นี่ แต่ไม่มีอะไรต้องรีบร้อนทั้งนั้น สุดท้ายเธอก็จะมา ผมได้ยินเสียงตัวเองกระซิบอยู่ในหัว ดนตรีแจ๊สคลอมาแผ่วๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรทำเลยจุดบุหรี่สูบ ให้คะแนนสิ่งรอบตัวเรื่อยเปื่อย เลาจน์นี่ให้หกเต็มสิบ หรูหราใช้ได้ แต่ยังคงห่างไกลคำว่าไฮคลาส ส่วนบั้นท้ายของสาวไทยที่นั่งอยู่ตรงบาร์เอาไปเลยสิบเต็มสิบ แต่อาจจะต้องหักออกหนึ่งแต้มที่มากับฝรั่งอ้วนเมือกไร้รสนิยมนั่น
 
บุหรี่หมดครึ่งซองหมดลงอย่างรวดเร็ว ออกจะแปลกเล็กน้อย, ผมไม่ใช่คนที่สูบบุหรี่จัดเป็นพิเศษยาม เครียด แต่จะสูบเป็นพิเศษในเวลาที่ไม่มีอะไรทำ กล่าวโดยสรุป ผมสูบบุหรี่จัดเป็นปกติอยู่แล้ว และผมสูบมากกว่านั้นในยามที่ว่าง เหมือนเวลาลูกชายผมดีดกีตาร์ลมเล่นๆ ตอนรู้สึกตัวว่าว่างเกินไป (กีตาร์ลมก็คือการดีดกีตาร์ที่สมมติขึ้นมาจากอากาศว่างเปล่า) ผมนึกถึงหนังสือจัดสวนในรถ แต่แสงสว่างในเลาจน์ก็ไม่มากพอสำหรับอ่านหนังสือ
 
บริกรนำมาร์ลโบโร่แดงซองใหม่มาให้ ภาพน่าขยะแขยงบนซองเด่นหรา ผมไม่คิดว่าการที่แปะรูปน่ากลัวๆ พรรค์นี้ไว้บนซองบุหรี่จะทำให้คนไทยสูบมันน้อยลง แต่นั่นก็เป็นเรื่องของบ้านเมืองที่นี่ การแกะซองหยิบบุหรี่มวนใหม่ออกมาจุดดูดต่างหากที่เป็นเรื่องสากล เกือบสี่ทุ่ม คำว่าเมาคืบคลานมาหาผมอย่างเงียบงัน แต่ก่อนที่อาการเมาจะได้แอ้มผม เธอก็ปรากฏตัว
 
เธอมาคนเดียว มินิเดรสสีขาวประดับเลื่อมเล่นแสงพองามชวนให้คิดถึงเจ้าสาวที่ไม่มีเจ้าบ่าว ผมสีดำขลับยาวตรงล้อมรอบใบหน้าสวยหมดจดแบบชาวเอเชีย ท่าทางยังอายุไม่มากแต่ก็ไม่ได้น้อย รูปร่างถึงเกณฑ์ที่เรียกว่าดีจัด การมาของหล่อนดึงดูดทุกสายตาได้อย่างน่าประทับใจ บริกรนำที่เขี่ยบุหรี่กับเครื่องดื่มมาวางบนโต๊ะโดยที่เธอยังไม่ได้ปริปากพูดอะไรสักคำ ที่นี่คือถิ่นของหล่อน ผมนั่งสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ เก็บซองบุหรี่เข้ากระเป๋าเสื้อ กระดกวิสกี้ที่เหลือในแก้วจนหมดก่อนจะลุกเดินตรงไปที่โต๊ะของหล่อน
 
"นั่งด้วยได้ไหม ผมมานั่งดื่มคนเดียวตั้งนานแล้ว"
"เชิญค่ะ"
 
เธอมองผมด้วยสายตาแปลกๆ อยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มให้ ไม่มีท่าทีขัดเขินอะไรแม้แต่น้อย แววตาแปลกๆ ในตอนแรกถูกขจัดออกไปอย่างหมดจด บริกรนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ ผมเดินบทสนทนาไหลลื่นอย่างเคย หล่อนพูดคุยโต้ตอบอย่างออกรสแต่ก็สงวนท่าทีไว้ได้ไม่เลว ภาษาอังกฤษก็จัดว่าดีในระดับหนึ่ง เราคุยสัพเพเหระรวมไปถึงการจัดบ้านที่ผมเพิ่งอ่านมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อตอนกลางวัน ผู้หญิงวัยกลางคนส่วนใหญ่ชอบจัดบ้าน แล้วในที่สุดเราก็มาลงเอยที่บ้านของหล่อน ผมอ้อนอยู่นาน เพราะหล่อนต้องการให้เปิดห้องที่โรงแรมนี้ แต่ด้วยความเมาเธอก็ตอบตกลง
 
"เธออยู่คนเดียวหรือ?"
 
ผมถามขณะที่กำลังรอเธออาบน้ำ บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าที่พักผมสักเท่าไหร่ แต่ก็ดูเกินความจำเป็นสำหรับการจะอยู่คนเดียว
 
"ค่ะ สามีฝรั่งของฉันซื้อที่นี่ให้ เขามาหาฉันปีละสองสามครั้ง"
 
บนโลกนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบเลี้ยงเมียเก็บไว้ที่ไทย ผู้หญิงไทยเอาอกเอาใจเก่งและนอบน้อม นั่นเป็นสิ่งที่ผมพอจะรู้มาบ้าง มีกรอบรูปเล็กๆ วางอยู่ข้างโทรทัศน์ รูปสามีฝรั่งของหล่อนอย่างไม่ต้องสงสัย เขาเป็นชายวัยกลางคนผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้า แต่ดูแล้วเหมือนว่ารูปนี้จะถูกแอบถ่ายมา หรือไม่ก็ถ่ายทีเผลอเสียมากกว่า ผมยืนมองรูปอยู่นานจนเธอออกมาจากห้องน้ำ แล้วเราก็มีเซ็กซ์กันบนโซฟาหน้าทีวี ต่อหน้ารูปสามีของเธอ
 
"รู้ไหม ใบหน้าของคุณกับเขามีส่วนคล้ายกันมาก"
 
เธอพูดขึ้นหลังจากที่เราร่วมรักกันไปหลายยก เหมือนเธอจะจับสังเกตได้ว่าผมชอบเหล่ไปมองที่รูปนั่นเป็นครั้งคราว
 
"ก็ว่างั้น"
 
ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบ กลิ่นถุงยางอนามัยแตะจมูก สัมผัสลื่นๆ ของน้ำยางยังคงติดอยู่ที่มือ วูบหนึ่งผมรู้สึกอยากวิ่งไปหยิบมีดมาตัดมือนั้นออก แต่ก็เป็นแค่วูบเดียวจริงๆ บ่อยครั้งที่ความคิดบ้าๆ วิ่งผ่านเข้ามาในหัวแล้วจากไปอย่างไม่ทิ้งร่องรอย ผมถอนหายใจยาวเหยียด หมดเวลานอกแล้ว
 
"ต้องคล้ายกันอยู่แล้ว ในเมื่อผมกับหมอนั่นเป็นพี่น้องกันนี่"
"คุณว่าอะไรนะ"
"ผมจะพูดช้าๆ ชัดๆ นะ ผมกับไอ้หมอนั่นเป็นพี่น้องกัน"
 
โดยไม่ปล่อยให้หล่อนได้พูดอะไรต่อ ผมหยิบปืนออกมาจากกองเสื้อผ้าที่พื้น ปลดเซฟตี้ ปลายกระบอกจ่ออยู่ที่ริมฝีปากที่ผมเพิ่งบดจูบไปนับครั้งไม่ถ้วนในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อน ร่างกายเปลือยเปล่าของหล่อนสั่นระริกจนมองเห็นได้ ลำคอแห้งผากเกินกว่าจะเปล่งเสียงใดๆ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะรับได้ทัน...ผมเดาว่างั้นนะ
 
"ตาแก่นั่นเลี้ยงดูเธอมานานโข อันที่จริงเรื่องนี้ยังคงละเว้นไว้ก่อนได้ แต่ในเมื่อมาถึงไทยแล้วทั้งที และผมก็ว่างเสียด้วย จึงมาสะสางให้มันจบๆ เราไม่ได้มีความแค้นอะไรกันก็จริง แล้วเซ็กซ์ของเธอก็ไม่เลวเลยสำหรับผู้หญิงอายุสามสิบกว่า แต่การดำรงอยู่ของเธอมันขวางหูขวางตาฉัน"
 
หล่อนส่งเสียงแปลกๆ ออกมาจากลำคอคล้ายสะอื้น น้ำตาไหลรินเหมือนก็อกน้ำที่ปิดไม่สนิท
 
"มีอะไรจะพูดหรือเปล่า"
 
เธอยังคงร้องไห้ต่อไป
 
"งั้นคงไม่มีสินะ"
 
ผมกดเธอลงนอนคว่ำกับโซฟา ร่างปวกเปียกไม่มีแม้แต่การปัดป้อง ความตั้งใจสังหารของผมคงส่งไปถึงเธออย่างชัดแจ้ง, ผมเอาจริงนะ เปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน ผมหยิบหมอนมากดไว้ที่ศีรษะของเธอ วางปลายกระบอกปืนไว้ตรงบริเวณที่คิดว่าน่าจะเหมาะเจาะดีแล้ว จากนั่นก็ขยับนิ้วลั่นไก
 
เกิดเสียงหนักๆ ฟังดูอุดอู้เมื่อกระสุนทะลุหมอนเข้าไปฝังอยู่ในกะโหลกของหญิงสาว ขนเป็ดฟุ้งกระจายเล็กน้อย ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ จัดแจงขนเป็ดออกจากผมและเสื้อผ้า สำรวจร่างกายหัวจรดเท้าผ่านกระจกเงาบนผนัง ก่อนจะออกจากบ้าน, ผมหยุดชื่นชมผลงานอยู่ครู่หนึ่ง ถุงยางอนามัยใช้แล้วที่เกลื่อนเต็มพื้นแต่เดี๋ยวสักครู่ก็จะมีคนมาจัดการ ท้ายที่สุดผมไม่ลืมที่จะหยิบกรอบรูปข้างทีวีติดมือออกมาด้วย
 
"ไงล่ะเฟย์ เมื่อกี้ฉันเพิ่งเอากับยัยโสเภณีคู่ขาแกไปแน่ะ แล้วฉันก็เป่ากบาลมันไปแล้วด้วย"
 
ผมคุยกับกรอบรูปที่วางอยู่เบาะข้างคนขับระหว่างทางกลับบ้าน แทบจะอดทนรอให้ข่าวการตายของหล่อนไปถึงพี่ชายจนทนแทบไม่ไหว แต่น่าเสียดายที่ผมมีงานสำคัญอันเป็นเหตุผลให้ต้องมาที่นี่รอคอยอยู่ ดังนั้นต่อให้เป็นการได้ชมความเจ็บปวดทุกข์ระทมเหลือแสนของเฟย์ ผมก็ยังคงรอได้ แต่ก่อนอื่นต้องโทรหาชายชราคนนั้นเพื่อฝากฝังให้จัดการหล่อนแทน
 
"นี่ลุง ดันเผลอไปทำเรื่องแย่ๆ เข้าซะได้ ยังไงก็ฝากจัดการหน่อยนะ"
"คุณหมายถึงอะไร?"
"คอยตามผมอยู่ไม่ใช่เหรอ บ้านหลังที่ผมเพิ่งออกมาเมื่อกี้ไง"
 
ชายแก่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลงด้วยเสียงหนักๆ
 
"หวังว่าคุณจะไม่ก่อเรื่องอีก"
"ไม่มีอีกแล้วล่ะครับ ผมสัญญา"
 
ผมได้ยินเสียงเบิกบานของตัวเองพูดออกไป
 
+ + + +
 
ยาวกว่าที่คิดไว้เยอะมาก แต่ไม่แต่งก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีปมให้เล่น

Comment

Comment:

Tweet

*วี๊ดดดดดดดดดดด* (//นั่งกรีดร้องเงียบๆอยู่หน้าคอม)
มันต้องแบบนี้แหละถึงจะเป็นคอมมู EM!!! //ตบโต๊ะแบบอินจัด ทุกคนเท่มากกกกกกก อ่านฟิคนี้แล้วรู้สึกเข้าถึงตัวโฟลมากขึ้นเยอะเลย แฮ่กๆ (ขนาดมิทซ์ที่ขี้อ้อนเวลาอยู่ในTLยังดูเท่แอนด์เป็นการเป็นงานมากเลยนะ 55555+)
อ่านเพลินเลยท่าน อ่านจบเลื่อนขึ้นไปดูถึงได้รู้ว่าเยอะเหมือนกัน (ท่านช่างขยันนัก ;v;b) แบบว่าบรรยายได้ไหลลื่นมาก ขอสูบสกิลหน่อยได้ไหม 555+ //โดนตร่อย
กำลังสงสัยอยู่ว่าตกลงโฟลไม่ถูกกับเฟย์หรอกหรือ o_O!?!
ขอรอตอนต่อไปแบบเกาะขอบสนาม อัพเมื่อไหร่ส่งเมนชั่นมาหาคีนด้วยน้าาาาาา 
ปล. ท่านถึงกับทำคีนไปเปิดหา vauxhall vxr8 มาดูเพื่อใส่อิมเมจลงในหัวเลยนะ

#2 By KeeNRx on 2012-08-30 21:41

แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ขออีกรอบ
แวร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
โอ๊ย อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว
ชอบ ปมเยอะ ดูท่าจะดราม่าไม่เบา โฟลเท่มากเลย
(จริงๆต้องบอกว่า ทุกคนดูเป็นจริงเป็นจังและอยู่ในคาแรคเตอร์ที่ควรจะเป็นมาก
55555555555)

#1 By Señor(ita) on 2012-08-30 10:51