[EM] Fiction : Cage (2)

posted on 02 Sep 2012 02:07 by razio in em
 
เรามาต่อกันกับCage2 ตอน1 อยู่นี่ >> Cage1
 
เช่นเคย ขอบคุณผปค.ทุกท่านที่ให้ยืมเด็กๆ มาเน้อ
ขอโทษล่วงหน้าถ้าทำลูกท่านๆ หลุดคาแรคเตอร์ ติงมาได้ตามสะดวกจ้ะ
 
สงสัยฟิคนี้จะยาวกว่าที่คิดไว้(เยอะ)ซะแล้ว
เอาเถอะ แต่งซะให้พอ ไหนๆก็ว้อนมานาน กร๊ากก ภาระตกอยู่ที่คนอ่านทันใด
 
ลืมไป ฟิคนี้เรทPG-15 ไม่ได้มีฉากอีโรติคอะไร แต่เนื้อหามันดาร์กอยู่บ้าง
ถ้าอิงเกณฑ์มาตรฐานคงต้อง18+แหละ แต่เรารู้ว่าคนไทยจิตใจเข้มแข็ง5555 //โดนทุบ
 
 
- Part 2 -
 
โทดะง่วนอยู่กับกองเอกสารมาราวสามชั่วโมงกว่า อาการปวดต้นคอคุกคามพอให้รำคาญอยู่เป็นระยะ แต่เขาตั้งใจว่าจะไม่หยุดจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ นั่งเป็นวันๆ ก็ทำมาแล้ว แค่นี้ไม่ได้เฉียดใกล้ขีดจำกัดเลยแม้แต่น้อย พระพุทธเจ้ายังนั่งตั้งนานกว่าจะตรัสรู้ นี่ก็ไม่ต่างกันหรอก, โทดะคิดประมาณนี้
 
"คิ้วนายจะชนกันเป็นเส้นเดียวอยู่แล้วนะ"
 
จินอิจิทักตอนยกถ้วยชามาให้ เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังนิ่วหน้าอยู่ โทดะยกมือขึ้นนวดหัวคิ้วแรงๆ ดูเหมือนมันจะอยู่ในลักษณะนี้นานจนลืมวิธีคลายตัวแล้ว
 
"ขอบคุณครับ"
"อยากทานอะไรหรือเปล่า ผมทำให้ได้นะ"
"ไม่เป็นไร คุณไปพักผ่อนเถอะ"
"งั้นราตรีสวัสดิ์นะครับ"
 
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เขาออกไปดื่มกับโฟลมา สักพักก็ขอตัวออกมาเพื่อไปรับจินอิจิที่สนามบิน เครื่องเลทเล็กน้อย ขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฆ่าเวลาก็ดันไปเห็นมิทช์กับโฟลเข้า ดูผิวเผินไม่มีอะไรผิดปกติในสายตาคนทั่วไปแต่โทดะรู้จักสองคนนั้น มีอะไรบางอย่างที่สะกิดใจยิกๆ
 
โฟลกำลังจะไปที่ไหนสักแห่งโดยมีมิทช์มาส่ง ทั้งคู่คุยกันด้วยภาษาอิตาลี่ ถึงจะรู้ว่าเป็นคนชาติเดียวกันแต่ที่ผ่านมาก็เห็นใช้ภาษาอังกฤษตลอด เรื่องพวกนี้ติดอยู่ในหัวอย่างน่าหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าเขาขี้สงสัยแบบนิสัยตำรวจ แต่มันผิดปกติเกินไป แค่พิจารณาเบื้องต้นสองคนนี้ก็ไม่ใช่พลเมืองที่ดีตามมาตรฐานแล้ว
 
หลายครั้งที่จับสังเกตได้แต่เขาจงใจปล่อยเลยไป ไม่ได้ลงมือตรวจสอบอย่างจริงจัง โทดะถอนหายใจยาว เขาไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกแล้ว เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ดีนัก (อาจเรียกว่าแย่ก็ได้ในบางครั้ง) แต่ก็ไม่อาจยอมทนเป็นตำรวจที่แย่ได้ ตราบใดที่ยังเป็นตำรวจล่ะนะ
 
ทันทีที่ถึงที่พักโทดะใช้คอมพิวเตอร์เปิดหาข้อมูลทุกอย่างที่พอจะสืบค้นได้ จากนั้นก็พิมพ์ออกมา การเชื่อมโยงสิ่งที่มีทั้งหมดเข้าด้วยกันและใช้ทักษะปะติดปะต่อเรื่องราวอย่างละเอียดอ่อนเป็นเรื่องที่เขาถนัด มันเหมือนกับการทำอาหาร ห้ามมองข้ามอะไรเด็ดขาด และจะโยงไปมามั่วๆ ไม่ได้, นี่เป็นกฎเหล็กในการทำงานของโทดะ ริวซากุ
 
จากทั้งหมดนี้เขาพอได้ข้อสรุปว่ามิทช์ต้องพัวพันกับมาเฟียรายใหญ่ที่อิตาลี่แน่นอน แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่เอาผิดได้เลย ถัดมาที่โฟล, รายนี้คลุมเครือพอสมควร เคยติดคุกหลายครั้ง เกี่ยวพันกับคดีมากมายหลายประเภท แต่ยังไม่พบจุดเชื่อมโยงกับพวกมาเฟียอิตาเลี่ยน โทดะรู้ได้โดยทันทีว่าข้อมูลบางส่วนถูกตบแต่งเพื่อสร้างความสับสน
 
ไม่นานมานี้โทดะเพิ่งได้รับข้อมูลการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิทธิพลทั่วโลกและการรั่วไหลของรายชื่อผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังของอิตาลี่จากหน่วยข่าวกรองตำรวจ เร็วๆ นี่น่าจะต้องมีการรวมตัวที่ประเทศไหนสักแห่ง ถ้าสังหรณ์เขายังแม่นยำเหมือนเดิม มิทช์กับโฟลต้องมีส่วนด้วยแน่ๆ
 
เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกใหญ่ (ที่จริงอยากได้กาแฟเอสเพรสโซ่เข้มๆ มากกว่า แต่ตอนนี้ไม่อยากลุกไปไหนทั้งนั้น) ต่อสายโทรศัพท์ไปยังหน่วยข่าวกรองเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โอเปอเรเตอร์รับเรื่องอย่างรู้งานก่อนจะให้เขารอสายอยู่เกือบสิบนาทีเต็ม คราวนี้เสียงเจ้าที่หน้าปลายสายเป็นเสียงทุ้มของผู้ชาย
 
"คุณถูกจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลนอกเหนือจากนี้"
"หมายความว่าไงนะครับ" โทดะนิ่วหน้าหนักกว่าเดิม
"ก็หมายความแบบที่พูดไงล่ะ"
 
ในประโยคนี้น้ำเสียงอีกฝ่ายฟังดูทะเล้นพิกล โทดะรู้สึกหงุดหงิดเหมือนโทรไปสั่งพิซซ่าแล้วพนักงานแจ้งว่าบ้านเขาอยู่นอกพื้นที่จัดส่ง, นี่มันเรื่องล้อเล่นหรือยังไงกัน
 
"ผมร่วมงานกับหน่วยข่าวกรองตั้งหลายครั้ง ไม่เคยถูกจำกัดสิทธิ์มาก่อน"
"แต่ตอนนี้นายเคยแล้วล่ะ โทษทีนะเจ้าหน้าที่โทดะ"
 
เขารู้สึกเอะใจขึ้นมา โทนเสียงและวิธีพูดแบบนี้มันฟังดูคุ้นหูอยู่ไม่น้อย
 
"คุณใช่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองหรือเปล่าเนี่ย" เขาถาม
"เปล่า, นี่ ฉันว่านายหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ดีกว่า ฉันพูดจริงๆ นะ หมายความอย่างที่พูดเลย"
 
โทดะลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลือกเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง เขาตัดสินใจพูดชื่อหนึ่งออกไป
 
"คุณโคล"
 
 
 
"่หืม ว่าไง?"
 
+ + + +
 
วันถัดมาผมตื่นแต่เช้ามืด ออกมาเดินยืดเส้นยืดสายบนถนนในซอย อากาศหมองเหมือนผ้าขี้ริ้วเปียกพาลทำให้รู้สึกขี้เกียจไปได้ทั้งวัน ผมชงกาแฟเข้มเป็นพิเศษ ต่อไอพอดกับโฮมเธียเตอร์ ฟังกอริลลาซแกล้มมื้อเช้า สุดท้ายผมแพ้พ่ายให้กับความขี้เกียจ ทิ้งตัวโครมบนโซฟาหน้าโทรทัศน์ หลับไปพร้อมกับคลินท์ อีสต์วู้ด
 
ผมฝันถึงปี 1997 ผมกับเฟย์นั่งอยู่ด้วยกันหน้าโทรทัศน์ ดูสารคดีการค้นพบซากช้างแมมมอธในไซบีเรีย ผมอายุสิบขวบกำลังคุยกับเฟย์ด้วยความตื่นเต้น บ้านเราฐานะแย่ เฟย์ทำงานตัวเป็นเกลียวกว่าจะซื้อทีวีมาได้ ภาพลูกช้างแมมมอธตัวเหี่ยวๆ เหมือนลูกเกดถูกฉายอยู่บนจอ ถัดมานักวิทยาศาสตร์พูดถึงเรื่องความหวังในการคืนชีพแมมมอธกลับขึ้นมาอีกครั้งด้วยดีเอ็นเอ
 
"นี่ๆ ฉันอยากเลี้ยงช้าง" ผมพูด
"แล้วเราจะเอามันไว้ที่ไหนล่ะ"
"อืม นั่นสิ" ผมมองไปรอบห้องของพวกเรา มันเล็กเกินไปจริงๆ ด้วย อาจจะต้องหั่นช้างเป็นห้าส่วนถึงจะเลี้ยงมันไว้ในนี้ได้ แต่ถ้าหั่นมันก็คงตายแหละ
 
"ถ้าพวกเขาทำให้ช้างตัวเท่าหมาได้พี่จะให้เลี้ยงนะ"
"สัญญาแล้วนะ"
 
เราปิดไฟปิดโทรทัศน์พากันเข้านอน ครอบครัวของเรามีแค่ผมกับเขา อาศัยห้องเช่าเล็กๆ ในย่านบร็องซ์ที่นิวยอร์ค ผมไม่รู้จักพ่อกับแม่ จำความได้ก็มีแต่เฟย์ เขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแล้วผมก็ไม่สนใจจะรู้ด้วย ผมชอบฟังนิทานมากกว่า
 
"เล่านิทานสิ"
 
แล้วเฟย์ก็เล่านิทานเรื่องราชสีห์กับหนู มันเป็นเรื่องเดียวที่เขาเล่าได้ ตั้งแต่จำความได้ผมก็ฟังแต่ราชสีห์กับหนู ตอนนั้นก็ไม่รู้เพราะอะไรถึงไม่เบื่อ ไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังจะฟังและฟังจนจบทุกครั้ง
 
เสียงอ่อนโยนในความมืด ราชสีห์กับหนูอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน บางทีเราไม่ควรตื่นขึ้นมาอีกเลย
 
 
แต่แล้วผมก็ต้องตื่นขึ้นมาจนได้เพราะเสียงโทรศัพท์ มิทช์โทรมาต่อว่าผมเรื่องเธอคนนั้นและบอกให้ผมระวังตัวให้มากขึ้น หลังจากนั้นสิบนาทีเขาก็วางสายไป ผมมานั่งคิดว่าทำไมถึงฝันเรื่องนั้นขึ้นมาได้ แต่เรื่องพรรค์นี้ก็เหมาะสมกับการเป็นความฝันดี เพราะมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้อีกเหมือนกับช้างแมมมอธ
 
ตั้งแต่ปี 1997 ผมก็ติดตามเรื่องแมมมอธมาตลอด รอคอยวันที่มันจะฟื้นขึ้นมา นั่นอาจเป็นเหตุที่ตัวตนผมผูกพันกับมัน แม้ความตื่นเต้นในตอนนั้นเลือนหายไปนิรันดร์แต่แมมมอธยังฝังแน่นอยู่ในส่วนลึก แต่ทุกอย่างก็เป็นแค่สัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริง ช้างไม่มีวันตัวเท่าหมา
 
ไฟแช็กหายอีกแล้ว, ผมต้องจุดบุหรี่ด้วยที่จุดเตาแก๊ส นึกไปถึงผู้หญิงเมื่อวาน ถ้ามีเซ็กซ์กันบนเคาท์เตอร์ในครัวก็น่าจะดี จากนั้นก็ยิงหล่อนแล้วยัดเข้าไปในตู้เย็น ที่เขี่ยบุหรี่แก้วในห้องนั่งเล่นมีก้นกรองบุหรี่พูนสูงเหมือนซากศพหลังสงคราม ผมหลับอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ฝันอะไร
 
 
ทุ่มเศษผมยืนเปลือยอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ สบตากับตัวเอง ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นแมลงยักษ์ผมอาจจะเป็นแมลงได้ดีกว่าเกรเกอร์ แซมซาก็เป็นได้ ผมไปแต่งตัว มีสูททางการสีดำเรียบๆ อยู่ในตู้ที่ทางนั้นจัดไว้ให้ มันพอดิบพอดีราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ผมเก็บของส่วนตัวทุกอย่างใส่กระเป๋าใบเดียวกับขามา รวมถึงปืนพกกระบอกนั้นด้วย ผมเหน็บซองจดหมายสีขาวไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท "ขอบคุณที่ให้ซุกหัวนอนตั้งหลายวันนะ" ผมพูดแบบนี้กับบ้านก่อนขับรถออกมา
 
เป็นครั้งแรกในทริปนี้ที่ผมได้มาถึงชายหาดจริงๆ เป็นหาดส่วนตัวของโรงแรมไฮคลาสแห่งหนึ่งในพัทยาใต้ ไม่ไกลจากโรงแรมที่ผมไปเมื่อวันก่อนสักเท่าใด เรือสำราญขนาดกลางจอดรออยู่ที่ท่า ผมยื่นซองให้การ์ดชุดดำ มีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดมาก ถ้าล้วงเข้าไปในตูดผมได้มันคงทำไปแล้ว แต่ผมสะอาดใส ปืนพกนอนสงบอยู่กับโทรศัพท์มือถือในรถโน่น มีแค่ไฟแช็กที่ถูกยึดไป การ์ดดูเป็นมิตรขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่ยึดไฟแช็กผมไปแล้ว เขาบอกว่าถ้าจะสูบบุหรี่สามารถขอได้ที่บริกรในเรือ
 
ภายในเรือสำราญหรูหราไม่แพ้ภายนอก ผมยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา มีเวลาเดินชมวิวราวสี่สิบนาทีเลยเดินมาสูบบุหรี่บนดาดฟ้า ผมขอไฟแช็กจากบริกร เขาเอาไลท์เตอร์ดูปองท์สีเงินมาให้ มันสวยน่าถนอมมาก พอใช้แล้วผมก็ยัดเก็บใส่กระเป๋าอย่างไม่ลังเล
 
ในห้องโถงมีคนอยู่พอสมควร อาหารบุฟเฟ่ต์หน้าตาน่าอร่อยตั้งอยู่อย่างเหงาๆ ไม่มีใครแตะมันแม้แต่คนเดียว นี่คืองานประมูลวัตถุโบราณเพื่อการกุศลที่เป็นฉากบังหน้าการประมูลอาวุธเถื่อนและฟอกเงิน ใครเป็นผู้จัดนั้นผมเองก็ไม่รู้ ผมเป็นแค่หมากตัวนึง ข้อมูลที่ได้รับกระชับรัดกุม ได้รู้ทุกอย่างที่ต้องรู้และจะไม่ได้รู้อะไรที่เกินจำเป็นแม้แต่นิดเดียว อิตาลี่ไม่ได้รับคำเชิญในการประมูลครั้งนี้ เนื่องจากไคลแมกซ์ของงานคือรายชื่อผู้มีอิทธิพลมืดในอิตาลี่ เรากำลังถูกคว่ำบาตรจากคนที่จัดงานนี้ (อย่างที่บอก, ผมไม่รู้ว่าใคร) เขากำลังจะใช้มันเป็นสะพานสร้างเครือข่ายอำนาจใหม่
 
วงการนี้ก็คล้ายๆ กับเซ็กซ์ ตักตวงกันจนอิ่มหนำพอใจจากนั้นก็แยกย้าย ถ้าซวยก็เจอคู่ขาที่จากไปโดยไม่แยแสว่าเรายังไม่พอ เหมือนที่พวกเรากำลังประสบในตอนนี้ แต่สายของเราก็ใช้วิธีไหนสักวิธี (ที่อันนี้ผมก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน) ทำให้ผมเข้ามายืนอยู่ในนี้ได้ หน้าที่ของผมมีแค่เข้ามาในงานและสังเกตการณ์เท่านั้น เป็นงานง่ายๆ แค่มองไปรอบๆ แล้วจดจำไปให้ได้มากที่สุดก็พอ แต่ถ้าอยากให้บอสปลื้มหน่อยก็ต้องคาบเอาข้อมูลที่มันเป็นประโยชน์ไปฝาก
 
หน้าอกพิธีกรสาวในเดรสยาวสีเลือดนกเป็นสิ่งแรกที่ผมบันทึกลงไปในหัว พิธีกรคนสวยดำเนินงานอย่างคล่องแคล่ว ของชิ้นแรกคือโต๊ะกระจกโบราณของไทย สมัยอะไรสักอย่าง ผมฟังไม่รู้เรื่องเพราะจ้องนมเธออยู่ เสียงใสๆ ดังไปทั่วโถงผ่านไมโครโฟน มีคนเสนอราคาแย่งกันเคร่งเครียด แต่ผมก็ไม่สนใจอีกนั่นแหละ กำลังจินตนาการถึงตอนที่สอดใส่เข้าไปในร่างของแม่พิธีกร หล่อนครางกระเส่า จิกเล็บที่หัวไหล่ผม ทรวงอกกระเพื่อมไปตามจังหวะที่ผมขยับเข้าออก ให้ตายสิ, คงต้องไปห้องน้ำซะแล้ว
 
ผมเดินออกมาชักว่าวที่ห้องน้ำ รู้สึกตัวเบาหวิวเหมือนได้ดูดกัญชา แต่คงต้องหยุดจินตนาการวาบหวิวไว้เพียงเท่านี้ อย่างน้อยก็จนกว่าจะทำงานเสร็จ เมื่อผมกลับไปถึง บนเวทีกำลังประมูลตู้ลายไทยกันอยู่ ตามรหัสแล้วมันคือขีปนาวุธอะไรสักอย่าง ผมจำมาพอคร่าวๆ เพราะหน้าที่ผมแค่ยืนดูว่าใครจะเอาประติมากรรมเทวดาทองสำริดพระเอกของงานนี้ไป
 
"ชิ้นต่อไปนะคะ...ชุดเครื่องสังคโลกจากสมัยสุโขทัย..."
 
ดูไปดูมาวัตถุโบราณพวกนี้ก็สวยดีและทั้งหมดเป็นของจริง บางชิ้นเป็นรหัสอาวุธ บางชิ้นเป็นรหัสเกี่ยวกับการฟอกเงิน ผมตีเนียนเรียกประมูลไปสองสามครั้งด้วยความไม่มีอะไรทำ แถมหิวไส้กิ่ว คนพวกนี้ไม่ยอมกินอะไรเลยเพราะความระแวง ผมไม่กลัวว่าจะมีใครมาวางยาหรอก แต่โต๊ะบุฟเฟ่ต์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโถงอาจสามารถทำให้ผมขโมยซีนพิธีกรคนสวยจากเวทีได้ ไม่มีทางเลยที่จะเดินไปคว้าค็อกเทลใส่ปากโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ทุกคนระวังตัวแจ
 
"หกล้านดอลล่าร์ครั้งที่หนึ่งค่ะ" เธอพูด น้ำเสียงปั้นแต่งให้ฟังดูร่าเริงอยู่ตลอดเวลาจนเหนื่อยแทน ตัดไอ้จ้อนผมไปได้เลยถ้าหกล้านนั่นมูลค่าเท่ากับหกล้านดอลล่าร์จริงๆ ผมไม่ได้รับข้อมูลตรงนี้มา แต่ไม่มีทางที่พวกเขาจะเสี่ยงจัดงานนี้ขึ้นเพื่อการแลกเปลี่ยนจิ๊บจ๊อยแค่นี้
 
คนในนี้ไม่มีใครที่คุ้นๆ ว่าจะเป็นรุ่นใหญ่ในวงการเลยสักคน ทุกองค์กรไม่ส่งบุคลากรระดับหัวแถวมาเสี่ยง กรณีของผมก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ผมมักได้รับมอบหมายให้ทำงานในลักษณะนี้อยู่แล้ว เพราะตัวผมไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่จะสาวไปถึงองค์กรได้
 
"คนโทน้ำทำจากเงินบริสุทธิ์ เริ่มต้นที่..."
 
ผมหาวสุดกระบังลมแล้วผละออกมาจากการประมูลชั่วคราว บรรยากาศในนั้นเหมือนคาบเรียนวิชาฟิสิกส์ นักเรียนแก่หงำเหงือกไร้เอกภาพตั้งหน้าตั้งตาเลคเชอร์ ไม่สนใจนมใหญ่ๆ ของอาจารย์สาวที่ยืนชี้กระดานอยู่ด้วยซ้ำ นี่เป็นความดาษดื่นสามัญที่พบได้ทั่วไปในลูกน้องมาเฟีย ทำตัวเสมือนเครื่องจักร บนดาดฟ้ามีอะไรน่าสนใจกว่าเยอะ สีสันจากไฟที่ชายฝั่งสวยจนแทบลืมว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ ผมอัดอากาศสดเข้าปอด บิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายอยู่หลายนาทีหลังจากที่ตีบทขรึมมานาน
 
"อากาศดีชะมัด" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านบน ผมชะงักเก็บไลท์เตอร์ดูปองท์อันสวยกับบุหรี่เข้ากระเป๋าเสื้อ ถอยหลังมาชิดกำแพงเพื่อเงี่ยหูฟัง "ฉันมาซื้อบ้านพักตากอากาศอยู่ที่นี่มั่งดีปะ นายว่าไง?" บนดาดฟ้าชั้นลอยมีคนอยู่ไม่ต่ำกว่าสองคน
 
"เอ่อ...ก็ดีครับ ว่าแต่บอสจะไม่ไปดูการประมูลหน่อยเหรอครับ"
"ฉันเบื่อ แล้วหมอนั่นก็นั่งเฝ้าจอมอนิเตอร์อยู่ไม่ใช่รึไง"
 
ให้ตาย! นั่นเสียงฟาเบลชัดๆ ผมกรี๊ดลั่นในใจ ไม่ใช่เพราะความดีอกดีใจที่ได้เจอคนรู้จักหรอก แต่เรือทั้งลำนี้มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ ฟาเบลอาจจะเห็นหน้าผมแล้วก็เป็นได้ เขาเป็นเจ้าของบริษัทอะไรสักอย่าง ไม่นึกว่าไปๆ มาๆ จะเป็นเพื่อนร่วมวงการกันได้ ผมหยุดความคิดทุกอย่างเพื่อสดับฟังให้แน่ใจขณะยืนตัวตรงแสร้งทำเป็นควานหาไลท์เตอร์ บางทีอาจจะถูกจับตาดูอยู่ จะลนลานไม่ได้เด็ดขาด
 
"ครับ แต่ผมว่าบอสอย่าเพิ่งไปไว้ใจ..."
"หุบปาก ฉันจ้างแกมาเป็นเลขาฯนะไม่ได้ให้มาเป็นพ่อ"
"ขออภัยครับ"
"ไปเตรียมเหล้าเร็วๆ เข้า! ให้เวลาจนกว่าฉันจะเดินไปถึงห้องพัก" เสียงหนักๆ เหมือนผู้ชายตัวโตกำลังวิ่งดังมาจากด้านบน "ถ้าไปถึงแล้วยังไม่มีฉันจะเตะตูดแกลงไปเล่นน้ำ"
 
ฟาเบลของแท้อย่างไม่ต้องสงสัย ผมรอจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่จึงค่อยจุดบุหรี่สูบ พอรู้สึกสงบขึ้นมาบ้างก็ไปที่ห้องน้ำ พยายามทำตัวให้ปกติเข้าไว้ขณะที่ส่ายตามองหากล้องวงจรปิดไปด้วย ดูท่าว่าในนี้จะปลอดภัยดี อย่างน้อยคนที่ดูมอนิเตอร์อยู่ก็ไม่ได้เห็นผมช่วยตัวเองไปเมื่อกี้ คิดแล้วโล่งอกบอกไม่ถูก
 
ผมนั่งบนฝาชักโครก ดูดบุหรี่สามอีกตัว ใช้สมองครุ่นคิดอย่างหนัก คนอย่างฟาเบลถ้าเห็นผมคงจะส่งคนมาลากตัวไปเค้นถามทันที คนที่ดูมอนิเตอร์น่าจะเป็นลูกน้อง หากกลับเข้าไปดูการประมูลอาจไม่ได้โชคดีเหมือนก่อนหน้า ฟาเบลอาจนึกอยากดูนมพิธีกรเหมือนผมขึ้นมาก็เป็นได้ แต่ถ้ากลับไปโดยไม่รู้ว่าใครได้รายชื่อคงได้โดนเจ้านายจับถ่วงอ่าวไทยแน่ๆ เหตุผลที่กลับมามือเปล่าเพราะบังเอิญเจอคนรู้จักในเรือก็ฟังดูไม่ขึ้น
 
หลังจากดูดบุหรี่มวนที่ห้า ผมตัดสินใจทำเรื่องระห่ำที่สุดที่โผล่ขึ้นมาในหัว
 
ผมบุกเข้าไปในห้องครั คว้ามีด จับกุ๊กคนนึงเป็นตัวประกัน ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นทันที ผมเปิดวาล์วแก๊สของทุกเตาจนสุดแล้วไล่ทุกคนออกไปจากครัว เอากระทะฟาดกระจกหน้าต่างเหนือเตาแก๊สจนแตก รั้งรออยู่หลายวินาที รอจนจังหวะที่ได้ที่ ดูปองท์เงินอยู่ในอุ้งมือชุ่มเหงื่อ อะดรีนาลีนหลั่งเข้มข้น ภาพที่เห็นดูสโลว์โมชั่นเลอะเลือนเหมือนผมกำลังเมากัญชา กุ๊กโชคร้ายวิ่งออกไปเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่การ์ดหลายคนวิ่งสวนเข้ามา ผมพุ่งออกไปนอกหน้าต่าง ชานเรือห่างออกไปไม่กี่เมตร ผมวิ่งสุดแรงเกิด
 
โดยไม่เหลียวกลับไปมอง ผมจุดไลท์เตอร์แล้วปากลับเข้าไปในครัว เสียงกัมปนาทดังสนั่นพร้อมๆ กับร่างผมที่ลงไปกระแทกกับผิวน้ำ แก้วหูบอดชั่วคราวหรือบอดสนิทไปเลยก็ไม่แน่ใจ ผมเดาเอาว่าเสียงระเบิดคงดังขึ้นอีกหลายระลอก แต่วินาทีนี้ผมไม่สนใจแล้ว ผมว่ายน้ำหนีห่างจากตัวเรือด้วยความเร็วที่อาจทำลายสถิติโลกได้ น้ำเค็มไหลเข้าปากจมูก รวมถึงมือเท้าเริ่มชา แต่ผมยังคงว่ายต่ออย่างลืมตาย
 
เคราะห์ดีที่ผมว่ายมาถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย ผมวิ่งไปที่รถ ขับรถไปไหนก็ไม่รู้ทั้งชุดเปียกๆ รู้สึกเหมือนกำลังลงแข่งไตรกีฬาสมัยมัธยมที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน พอหายตระหนก ผมแวะจอดรถในปั๊มน้ำมันเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและซื้อบุหรี่ มาถึงตอนนี้ผมสั่นเทิ้มไปทั้งตัว มักเป็นอยู่บ่อยๆ หลังจากที่ผ่านเรื่องตื่นเต้นหนักๆ มาได้ครู่หนึ่ง
 
"ลุง ผมต้องกลับเดี๋ยวนี้" ผมโทรหาคนคนเดียวในประเทศไทยที่จะช่วยผมได้
"เกิดอะไรขึ้น?"
"เดี๋ยวก็รู้ ได้รู้กันไปทั่วแน่ๆ ทำตามที่บอกเร็วเข้าเถอะ ต้องหนีแล้ว"
"ได้, ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?"
"เอ่อ ปั๊มเอสโซ่ใกล้ๆ โรงแรมนั่นแหละ" ผมบอก ใช้มือสั่นๆ สางผมที่เปียกโชก
"ทิ้งรถไว้ นั่งแท็กซี่ไปวอล์คกิ้ง สตรีท แล้วรอผมอยู่ที่ฮาร์ด ร็อก"
 
 
ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ ตอนนี้ผมนั่งดื่มเบียร์กับตาลุงนั่นอยู่ที่ฮาร์ด ร็อก เบียร์เย็นๆ ทำให้ผมจิตใจสงบได้เสมอ ตาแก่นี่ช่างรู้ใจ ด้านนอกผู้คนเดินกันขวักไขว่ ผมใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปโสเภณีนุ่งน้อยห่มน้อยได้เป็นโหล
 
"เราจะสบายกันเกินไปหรือเปล่าเนี่ยลุง ผมเพิ่งระเบิดเรือสำราญมานะ" ผมยังกังวลใจกับวีรกรรมของตัวเองอยู่
"ปัญหาใหญ่จะตามมาแน่ๆ แต่ตอนนี้ยัง ดังนั้นดื่มให้สนุก" เขาพูด
 
ชายสูงวัยยิ้มให้ผมเป็นครั้งแรก เราชนแก้วกัน นั่งดื่มและคุยกันจนร้านปิด เราขับรถไปที่ชายหาด​ดื่มกันต่อจนรุ่งสางแล้วเขาก็ไปส่งผมที่สุวรรณภูมิ
 
+ + + +
 
อีกครั้งที่ผมนั่งขดอยู่บนโซฟาสีแดงในร้านด็อกกี้ กลิ่นเบาะกำมะหยี่เหม็นอับให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเก่า เบียร์ทาวเวอร์ใหญ่สองทาวเวอร์ตั้งอยู่บนโต๊ะ หมดไปแล้วหนึ่งกับอีกครึ่งนึง ผมจ้องเส้นผมตัวเองอย่างเหม่อลอย มันยาวเกินไปแล้วแฮะ
 
ครึ่งชั่วโมงก่อนผมเพิ่งมาถึงซานฟรานซิสโก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อยากจะติดอยู่ในเครื่องบินชั่วกาลปวสาน แต่สุดท้ายก็ต้องลงมาจนได้ ผมที่หัวสมองตีบตันเดี้ยงสนิทตรงดิ่งมาที่นี่เหมือนจรวดนำวิถี ล็อคเป้าแล้วพุ่งไปอย่างไร้ความรู้สึกนึกคิด ผมโทรหามิทช์ เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
 
"ผมไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี" มิทช์กล่าวจากใจจริง ความเหนื่อยล้าแผ่ออกมาจากโทรศัพท์เลยทีเดียว "เรื่องนี้ได้รับรายงานมาแล้ว ตอนนี้ทุกที่ปั่นป่วนไปหมดเพราะนายไปล้มกระดาน"
"หมาจนตรอกอะนะ" ผมยกเบียร์ขึ้นจิบ
"ไม่นึกเลยว่าฟาเบลจะมีเอี่ยวด้วย"
 
มิทช์วางสายไป เขาขอเวลาคิดหาทางออกสักครู่ใหญ่ๆ ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นชักใยอยู่ในเงามืด ในช่วงชีวิตคนเราจะมีความบังเอิญเกิดขึ้นได้เฉลี่ยคนละกี่ครั้งกันนะ ผมจะได้คำนวณถูกว่าผมยังต้องเผชิญกับเรื่องเหนือความคาดหมายอีกกี่ครั้งจนกว่าจะตาย ระหว่างที่กำลังสงสัย ผมก็ผุดคำตอบให้กับตัวเองขึ้นมา
 
"อาจเพราะเราทุกคนล้วนติดอยู่ในกรงก็เป็นได้"
 
"ใช่ แล้วกรงนี้มันก็แคบเนอะ"
"สายัณห์สวัสดิ์ครับ คุณโคล"
 
โคลโผล่มาจากไหนไม่รู้ ผมไม่รู้สึกตัว เขาคนนี้ก็เป็นเพื่อนตำรวจของผมอีกคน ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญสุดๆ อีกครั้งในชีวิตของผมนี่ก็คงจะเป็นเรื่องที่จงใจอย่างที่สุดเป็นแน่
 
"มาคนเดียวเหรอ"
"ครับ, มาดื่มด้วยกันไหม?"
 
โคลยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มอยู่บนใบหน้า แต่มีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล มันดูเหมือนเป็นรอยยิ้มที่ตัดต่อด้วยโปรแกรมเอามาวางไว้บนหน้าเฉยๆ ของโคลเสียมากกว่า
 
"ช่วงนี้ไม่เจอเลยนะ" เขาไม่สนใจคำชวนเมื่อครู่
"งานยุ่งน่ะครับ หมุนเงินไม่ทัน กลุ๊มกลุ้ม" ผมแสดงท่าทางใส่อารมณ์กับมือไม้ขึ้นมาอีกหน่อย เผื่อจะทุเลาบรรยากาศวังเวงนี้ได้บ้าง "ทำไมคุณไม่นั่งล่ะครับ?"
 
โคลทำหูทวนลมกับคำถามอีกครั้ง "งานยุ่งแต่มีเวลาว่างไปเที่ยวพัทยาด้วยงั้นสิ" ผมทำบุหรี่หลุดจากมือ รู้สึกเหมือนถูกเข็มถักโครเชต์พุ่งเสียบทะลุอกแล้วหายเข้าไปในความมืด
 
"...."
"ว่าไงล่ะ?"
"...เข้าเรื่องเลยดีกว่ามั้งครับ"
 
"ก็ดี, ฉันยิ้มจนเมื่อยหน้าแล้ว" โคลหุบยิ้มฉับก่อนจะหมุนตัวออกจากร้าน
 
ผู้ชายตัวสูงสองคนปรี่เข้ามาหิ้วผมออกจากโซฟาแสนรัก เจ้าหัวอัฟโฟร่ยืนทื่ออยู่หลังบาร์เหมือนถูกกดปุ่มหยุดไว้ชั่วคราว ผมปล่อยให้พวกเขาลากอย่างว่าง่าย เอาเล้ย, ตอนนี้เมาแล้ว ถ้าเดินเองคงไม่ทรงประสิทธิภาพเท่ากับโดนลาก ใจผมเต้นยิกแบบเดียวกับตอนประถมที่ถูกครูจับได้ว่าแอบดูหนังสือโป๊แล้วช่วยตัวเองอยู่ในห้องหลังเลิกเรียน
 
ฟาเบลยืนรออยู่ที่รถ หน้าหงิกสุดขีด "ไอ้หนูสกปรกที่มันเผาเรือฉันคือแกนี่เอง"
"ก็ไม่ได้กะจะเผาจนเหี้ยนขนาดนั้นหรอก สงสัยหนักมือไปหน่อย"
 
จากนั้นผมก็ถูกประกับปืนของฟาเบลฟาดเข้าที่กรามจนหมดสติ รสสัมผัสของเลือดคลุ้งอยู่ในปาก
 
+ + + +
 
มีเชิงอรรถด้วยล่ะ เชร้ดดด 55555
 
เกรเกอร์ แซมซา : ตัวเอกในเรื่อง The Metamorphosis โดยฟรันซ์ คาฟกา > เริ่มเรื่องเกรเกอร์ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นแมลงยักษ์
 
ไตรกีฬา : ประกอบด้วย ว่ายน้ำ, ขี่จักรยาน, วิ่งมาราธอน เรียงตามลำดับ หลังจากว่ายน้ำต้องเปลี่ยนชุดไปปั่นจักรยานแล้วจบด้วยวิ่งมาราธอนรวดเดียว3อย่าง ตัดสินโดยคนที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกคือผู้ชนะ
 
 
โคลกับฟาเบลมาแย้วววววว >_____<,, *จุดพลุปังๆๆ* มาในมาดตัวร้ายเชียว ฮาา
ปาเข้าไป2ตอนแล้วเพิ่งเข้าปมหลัก แล้วยังยาวได้อีก โอ้ย มันจะกี่ตอนจบเนี่ย ยังกะซีรี่ย์เกาหลี
 
ตอนแรกจะตั้งชื่อเรื่องว่า So close
แต่คนรู้จักบอกถ้ามึงแต่งมันต้องเป็นโซอินดี้แน่ๆ กร๊ากกฮือออ ;____;
นี่ปรู๊ฟหลายรอบมาก เอาความอินดี้ของโฟลออกเป็นกอง
แบบว่าแต่งได้อีกเรื่อง คนห่าอะไรฟุ้งซ่านเก่งจริงๆ (อย่างอีแมมมอธนี่มันเกี่ยวอะไรฟะ..แล้วฉันแต่งทำไม)
 
p.s. ตอนเขียนช่วงโฟลชอบใช้เพลงนี้บิลด์ >> Itoshii Hito - Miyavi
ช่วงโทดะตอนแรกไม่มี เมื่อเช้าฝนตกสุ่มเข้าเพลงนี้วิ่งกลับมาแต่งเยย555
>> Darkness - Darren Hayes เมื่อมีเพลงนี้ก็ต้องตามมาด้วย Insatiable จากพี่ดาร์เรนคนเดิม
 
ลองฟังดูได้นะ อาจช่วยให้อินขึ้นมั้งนะ -_-;
 

Comment

Comment:

Tweet

กร๊ากกกกกก ท่านใส่ความขี้เล่นของโคลลงไปในตอนที่คุยโทรศัพท์กับโทดะได้เจ๋งเลย 555+ อ่านแล้วเขินน้วยลูกตัวเอง #ผิดมาก
สตอรี่อิ๊อ๊ายมากเลยอ่ะท่าน คิดได้ไงเนี่ย จริงๆนะ งานประมูลบนเรือที่ใช้สินค้าเป็นรหัสเนี่ย "ตัดไอ้จ้อนผมไปได้เลยถ้าหกล้านนั่นมูลค่าเท่ากับหกล้านดอลล่าร์จริงๆ" โอ้ยเหย๊ดดดด ดูล้ำลึกใจเต้นตึกตักสมจริงมาก แถมยังเป็นเรือของฟาเบลอีก กร๊าซซซซซซซซ อิคีนจิ้นเนื้อเรื่องต่อเป็นช็อตๆๆแล้วเนี่ย โอมมมมมม cage3 จงมาไวๆๆๆๆ //โดยต่อยซ์ ว่าแต่ว่าเลขาฟาเบลต้องเป็นผู้หญิงสิ!!! แถมต้องดุกว่าฟาเบลด้วย กร๊ากกกกกกก //โดนฟาเบลเอาขนแมวปาใส่ แต่จริงๆแล้วเลขาคนสวยอาจจะรออยู่แล้วคอยช่วยฟาเบลออกมายามอับจนก็ได้นะ!! #บอกแล้วว่ายิ่งอ่านยิ่งเพ้อ
ฟาเบลโหดมาก!! เอาประกับปืนฟาดกรามโฟลเลยเรอะ กร๊ากกกกกก #แต่ก็สมควรอยู่นะก็เรือสำราญออกจะหรูนี่นา555+ โอ้ยอยากอ่านตอนต่อไปแล้ว ฮืออ หมาไฟแย่มาก ขอให้คลอดตอนต่อไปออกมาเร็วๆนะค๊า อยากรู้ว่าโคล โทดะ ฟาเบล มิทซ์ โฟลจะทำอะไรกันต่อฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

#3 By KeeNRx on 2012-09-30 21:49

//แดดิ้นใส่ 
สุดยอดอะ ฮืออออ //ดิ้นๆๆๆๆๆ
ทุกอย่างดราม่า มีเรื่องราวกรี๊ดกร๊าด งุงิ อุอิ ออกมาเป็นคำบรรยายไม่ได้ ฮือออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ

#2 By ShuFier on 2012-09-07 19:54

*นั่งฟังเพลง insatiable สุดเลิฟ*
คุณบร๊ะ....
ตอนนี้เข้มข้นอย่างเหลือล้ำ เรียกได้ว่าเสพเสร็จแทบจะนอนตายตาหลับ
แต่ยัง ตายไม่ได้ ต้องตามอ่านต่อไป
มันส์มาก ขำด้วย
โมเม้นท์แมมมอธระหว่างโฟลและเฟย์น่ารักมากจนปวดใจ
ทำไมพี่น้องที่ดูรักกัน มีกันแค่สองคน โตขึ้นถึงไม่ถูกกัน สงสัยมากกกกก
อาาาาา ปมมันช่างเยอะ
ข้าจะรอคอยการคลี่คลายทีละปมด้วยใจจดจ่อ

#1 By Señor(ita) on 2012-09-07 15:37